เจาะลึกเทคโนโลยี TIGR-Tas และบทวิเคราะห์โอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรม Biotech

January 31, 2026 4:57 pm
เจาะลึกเทคโนโลยี TIGR-Tas (Tandem Interspaced Guide RNA) นวัตกรรมตัดต่อพันธุกรรมยุคใหม่ที่เล็กและแม่นยำกว่า CRISPR-Cas9 พร้อมวิเคราะห์โอกาสการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Biotech ชั้นนำ เช่น BEAM, PRME และ EDIT ปี 2026

🚀 บทสรุปสำหรับผู้บริหาร (TL;DR)

  • นิยามเทคโนโลยี: TIGR-Tas คือระบบตัดต่อพันธุกรรมยุคถัดไปที่มีต้นกำเนิดจากไวรัส (Bacteriophage) ต่างจาก CRISPR-Cas9 ที่มาจากแบคทีเรีย
  • จุดแข็งหลัก: มีขนาดโปรตีนเล็กกว่า Cas9 ถึง 4 เท่า ช่วยแก้ปัญหาการนำส่งเครื่องมือ (Delivery Bottleneck) และมีความแม่นยำสูงขึ้นด้วยระบบ Dual-guide RNA
  • มุมมองการลงทุน: อุตสาหกรรมกำลังมุ่งสู่ยุค ‘Mini-Editors’ หุ้นเด่นในกลุ่ม ได้แก่ Beam Therapeutics (BEAM) ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งที่สุด และ Prime Medicine (PRME) ที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี Prime Editing
  • แนวโน้มตลาด: คาดว่า TIGR จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมการรักษาแบบ In-vivo (รักษาในร่างกาย) ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นภายใน 2-3 ปีข้างหน้า

🧪 การวิเคราะห์เชิงเทคนิค (TIGR-Tas vs. CRISPR-Cas9)

เทคโนโลยีตัดต่อพันธุกรรมมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากการค้นพบ CRISPR-Cas9 ของ Jennifer Doudna และ Emmanuelle Charpentier ซึ่งถือเป็นยุค 1.0 ของวงการ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดด้านขนาดและความเสี่ยงในการตัดผิดตำแหน่ง (Off-target effects) นำไปสู่การค้นพบนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่า TIGR-Tas (Tandem Interspaced Guide RNA)

1.1 กลไกการทำงานระดับโมเลกุล

TIGR-Tas ใช้ชุดโปรตีนที่เรียกว่า TasR และ TasH ทำหน้าที่เป็นตัวตัด DNA โดยมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าระบบเดิมในหลายมิติ:

  1. ขนาดที่กะทัดรัด (Compact Design): โปรตีน Tas มีขนาดเพียง 1 ใน 4 ของโปรตีน Cas9 ทำให้สามารถบรรจุลงในพาหะอย่าง Adeno-associated virus (AAV) ได้ง่ายกว่า ช่วยลดความซับซ้อนและต้นทุนในการผลิตยา
  2. ระบบนำทางคู่ (Dual-guide Mechanism): ในขณะที่ CRISPR ใช้ Guide RNA เพียงสายเดียว TIGR ใช้ tigRNA ที่มีตัวระบุตำแหน่ง (Spacer) 2 จุด ทำงานร่วมกันเพื่อจับ DNA ทั้งสาย Sense และ Antisense การตัดจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทั้ง 2 จุดตรงกันเท่านั้น ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงต่อพันธุกรรมส่วนอื่น
  3. ความแม่นยำในการซ่อมแซม: TIGR สร้างการตัดที่มีปลายเหลื่อม (8-nucleotide 3’ overhangs) ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อกระบวนการซ่อมแซมแบบ Homology-Directed Repair (HDR) ทำให้การสอดแทรกยีนใหม่ทำได้แม่นยำกว่าการตัดแบบปลายทู่ (Blunt end) ของ Cas9

💰 ส่วนที่ 2: บทวิเคราะห์ฐานะการเงินและโอกาสการลงทุน

จากการประเมินสถานะทางการเงินประจำไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 บริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีตัดต่อพันธุกรรมที่มีความเชื่อมโยงกับระบบการทำงานของ Feng Zhang (ผู้ค้นพบ TIGR) มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

2.1 Beam Therapeutics (NASDAQ: BEAM)

  • จุดเด่น: ผู้นำด้าน Base Editing (การเปลี่ยนรหัสพันธุกรรมรายตัวอักษร)
  • สถานะการเงิน: มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดสูงถึง 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ระยะเวลาการดำเนินงาน (Cash Runway): ครอบคลุมถึงปี 2571
  • วิเคราะห์: BEAM มีฐานะการเงินที่มั่นคงที่สุดในกลุ่ม มีศักยภาพสูงในการซื้อลิขสิทธิ์เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น TIGR มาบูรณาการกับ Platform เดิมของบริษัท

2.2 Prime Medicine (NASDAQ: PRME)

  • จุดเด่น: นวัตกรรม Prime Editing หรือ ‘เครื่องพิมพ์ดีดทางพันธุกรรม’
  • สถานะการเงิน: มีเงินสดคงเหลือประมาณ 213 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ระยะเวลาการดำเนินงาน (Cash Runway): ครอบคลุมถึงปี 2570
  • วิเคราะห์: แม้จะเป็นบริษัทในระยะเริ่มต้น แต่มีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุด การค้นพบ TIGR ช่วยตอกย้ำทิศทางของตลาดที่มุ่งเน้นความแม่นยำและการนำส่งที่ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับที่ PRME กำลังพัฒนา

2.3 Editas Medicine (NASDAQ: EDIT)

  • จุดเด่น: ผู้ถือครองสิทธิบัตรรากฐานของ CRISPR
  • สถานะการเงิน: มีเงินสดคงเหลือประมาณ 165 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ระยะเวลาการดำเนินงาน (Cash Runway): ครอบคลุมถึงไตรมาสที่ 3 ของปี 2570
  • วิเคราะห์: มีขนาดมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ที่ค่อนข้างต่ำ (~240 ล้านดอลลาร์) มีโอกาสเป็นเป้าหมายในการถูกซื้อกิจการ (M&A) โดยบริษัทยาข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ต้องการทางลัดเข้าสู่เทคโนโลยี Gene Editing

📈 ส่วนที่ 3: บทสรุปและมุมมองในอนาคต

การเปลี่ยนผ่านจากยุค CRISPR 1.0 สู่ยุคของ Mini-Editors อย่าง TIGR-Tas เป็นสัญญาณชัดเจนว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพกำลังก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมๆ ด้านวิศวกรรมการนำส่งยา สำหรับผู้ลงทุน การกระจายความเสี่ยงในกลุ่มบริษัทที่มีเงินสดคงเหลือสูงและมี Platform ที่ยืดหยุ่นถือเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสม ท่ามกลางภาวะตลาดที่ยังมีความผันผวนสูงจากการทดลองทางคลินิก

จักรยานพับได้ Montague Crosstown ขนาด 19″, 7 Speed, ยาง 700c [สินค้ามือสอง]

January 18, 2026 1:19 am
Montague Crosstown ขนาด 19" จักรยานพับได้ แบบ full size

Montague Crosstown ขนาด 19″ จักรยานพับได้ แบบ full size สามารถพับใส่ท้ายรถ compact ได้ (เช่น มาสด้า 2)
ซื้อมาตั้งแต่ปี 2014 ได้ใช้งานไม่ถึง 10 ครั้ง
ประกาศขายราคา 29,900 บาท ติดต่อได้ที่ line @ake117
สะดวกนัดเจอตัวและรับของในกทมและปริมณฑล เพราะต้องสอนการใช้งานเบื้องต้น

ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการปั่นเพื่อออกกำลังกาย ปั่นพักผ่อนหย่อนใจ ปั่นชิลๆ ปั่นไปทำงาน หรือใช้เดินทางสัญจรในเมือง

จุดเด่นคือการใช้งานที่ง่ายดาย มาพร้อมชุดเกียร์ 7 สปีด ให้คุณลุยได้ทุกเส้นทาง ยางหน้ากว้าง 35 มม. และเบาะนั่งที่นุ่มสบายเป็นพิเศษ ที่สำคัญคือการออกแบบท่านั่งขับขี่แบบหลังตรง (Upright riding position) ซึ่งช่วยลดความเมื่อยล้าบริเวณหลังและข้อมือ ทำให้คุณปั่นได้สนุกและยาวนานขึ้น เพียงแค่ “พับ แล้วไปได้เลย”

ความสะดวกสบายที่ลงตัวรอคุณอยู่!



ของแถม
• ถุงใส่จักรยาน เพื่อช่วยสะดวกในการเคลื่อนย้าย และจัดเก็บ
• บันไดจักรยานโลหะแบบถอดได้ เพื่อให้สะดวกในการพับเก็บแล้วไม่กินพื้นที่
• กระดิ่ง
• ขาตั้ง

Note: หมวกและที่ใส่กระบอกน้ำ ไม่ได้แถมครับ

ของแถม - ถุงใส่จักรยาน

Specifications
• Frame Sizes: 19″ (48 cm)
• For Rider: 160-178 cm (เหมาะกับคนตัวสูง 160-178 ซม)
• Standover height: 71 cm (ยืนคร่อมจักยาน เป้าควรสูงกว่า 71 ซม)
• Speeds: 7
• Wheel Size: 700c
• Folded Size: 36″ x 28″ x 12″
• Approx Weight: 12.5Kg (เวลาเอาใส่หรือเอาออกจากรถต้องออกแรงยกมากหน่อย)



เนื่องจากจักรยานซื้อมา 10 กว่าปียังไม่เคยเปลี่ยนยาง จึงแนะนำให้เปลี่ยนยางจักรยานใหม่ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง
โซ่ก็เช่นกันเนื่องจากไม่ได้ใช้งานเลยหลายปี อาจต้องทำความสะอาดใส่น้ำมันโซ่ใหม่ครับ

คาดการณ์: Ethereum Layer 2 (L2) ส่วนใหญ่อาจ “ไปไม่รอด” ในปี 2026

December 21, 2025 8:45 pm

21Shares คาดการณ์: Ethereum Layer 2 (L2) ส่วนใหญ่อาจ “ไปไม่รอด” ในปี 2026
รายงานล่าสุดจาก 21Shares บริษัทด้านการลงทุนคริปโทเคอร์เรนซีชั้นนำ เปิดเผยตัวเลขที่น่ากังวลสำหรับวงการ Ethereum Layer 2 โดยระบุว่าเครือข่าย L2 ส่วนใหญ่มีความเสี่ยงที่จะล่มสลายภายในปี 2026 เนื่องจากกิจกรรมของผู้ใช้งานกระจุกตัวอยู่แค่ในเครือข่ายยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่ราย

ประเด็นสำคัญ: การล่มสลายของรายย่อยและการครองตลาดของ “Big 3”
ตลาดกระจุกตัว
: ปัจจุบันมี L2 มากกว่า 50 เครือข่ายที่แข่งขันกัน แต่ในช่วงปลายปี 2025 ส่วนแบ่งการตลาดกลับเทไปที่ 3 ผู้เล่นหลัก ได้แก่ Base, Arbitrum และ Optimism ซึ่งรองรับธุรกรรมรวมกันเกือบ 90% ของทั้งหมด โดย Base เพียงเจ้าเดียวครองส่วนแบ่งไปแล้วกว่า 60%

กำเนิด “Zombie Chains”: เครือข่ายขนาดเล็กกำลังกลายเป็น “เครือข่ายซอมบี้” (Zombie Chains) หรือเครือข่ายที่ไร้การเคลื่อนไหว ยอดการใช้งานลดลงถึง 61% นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน สภาพคล่องเหือดแห้ง และแทบไม่มีผู้ใช้งาน

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง: หลายโปรเจกต์เริ่มล้มหายตายจาก เช่น Kinto ที่ปิดตัวลง, Loopring ปิดบริการ Wallet, และ Blast ที่มูลค่าสินทรัพย์รวม (TVL) หายไปถึง 97% แม้แต่โปรโตคอล DeFi ใหญ่ๆ อย่าง Aave และ Synthetix ก็เริ่มลดการใช้งานบน L2 รายย่อย เนื่องจากผลตอบแทนต่ำและขาดสภาพคล่อง

elthereum L2 & crypto market forecast towards 2026

สงครามราคาและความอยู่รอดทางธุรกิจ
การอัปเกรด Dencun ของ Ethereum แม้จะช่วยลดค่าธรรมเนียมได้ถึง 90% แต่กลับกลายเป็นดาบสองคมที่ก่อให้เกิด “สงครามค่าธรรมเนียม” (Fee wars) อย่างรุนแรง ส่งผลให้ Rollup ส่วนใหญ่ขาดทุน

  • ผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว: ในปี 2025 มีเพียง Base เท่านั้นที่สามารถทำกำไรได้ (ประมาณ 55 ล้านดอลลาร์)
  • ทิศทางในอนาคต: 21Shares มองว่าภายในสิ้นปี 2026 ระบบนิเวศ L2 จะเหลือผู้รอดชีวิตที่แข็งแกร่งเพียงไม่กี่กลุ่ม ได้แก่:
  1. กลุ่มที่ยึดโยงกับ ETH (ETH-aligned): เช่น Linea ที่เน้นความยั่งยืนระยะยาว
  2. กลุ่มประสิทธิภาพสูง (High-performance): เช่น MegaETH ที่เน้นความเร็วระดับเรียลไทม์
  3. กลุ่มที่มี Exchange หนุนหลัง (Exchange-backed): เช่น Base (Coinbase), BNB Chain (Binance) รวมถึงผู้เล่นใหม่อย่าง Mantle (Bybit) และ Ink (Kraken) ที่สามารถดึงฐานลูกค้ามหาศาลจากแพลตฟอร์มเทรดมาสู่ On-chain ได้โดยตรง

เทรนด์การเงินดิจิทัลปี 2026: Stablecoins, ETPs และ AI
นอกเหนือจากเรื่อง L2 แล้ว 21Shares ยังคาดการณ์ถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอื่นๆ ในปี 2026 ดังนี้:

  • Stablecoins: มูลค่าหมุนเวียนคาดว่าจะแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ (1 Trillion) จากการใช้งานในการชำระเงินและการโอนเงินระหว่างประเทศ
  • Crypto ETPs: กองทุน ETP คริปโทฯ ทั่วโลกจะมีมูลค่าสินทรัพย์ทะลุ 4 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเทียบชั้นได้กับกองทุนดัชนีหุ้นหลักๆ
  • DeFi ฟื้นคืนชีพ: มูลค่า TVL ของ DeFi คาดว่าจะพุ่งเกิน 3 แสนล้านดอลลาร์ โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง และการนำสินทรัพย์ของบริษัทต่างๆ มาลงทุนในโลก On-chain
  • Prediction Markets: ตลาดการคาดการณ์เหตุการณ์ (เช่น การเมือง เศรษฐกิจ) จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยอาจมีปริมาณการซื้อขายสูงถึง 1 แสนล้านดอลลาร์ ต่อปี

สรุป: ยุคของการสร้าง L2 จำนวนมากอาจจบลงแล้ว ตลาดกำลังคัดกรองผู้ชนะที่แท้จริงซึ่งมีเพียงไม่กี่ราย ในขณะที่ภาพรวมของคริปโทฯ จะขยายตัวไปสู่การใช้งานระดับสถาบันและการเงินกระแสหลักมากขึ้นในปี 2026

« Older Entries