เจาะลึกเทคโนโลยี TIGR-Tas และบทวิเคราะห์โอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรม Biotech

🚀 บทสรุปสำหรับผู้บริหาร (TL;DR)
- นิยามเทคโนโลยี: TIGR-Tas คือระบบตัดต่อพันธุกรรมยุคถัดไปที่มีต้นกำเนิดจากไวรัส (Bacteriophage) ต่างจาก CRISPR-Cas9 ที่มาจากแบคทีเรีย
- จุดแข็งหลัก: มีขนาดโปรตีนเล็กกว่า Cas9 ถึง 4 เท่า ช่วยแก้ปัญหาการนำส่งเครื่องมือ (Delivery Bottleneck) และมีความแม่นยำสูงขึ้นด้วยระบบ Dual-guide RNA
- มุมมองการลงทุน: อุตสาหกรรมกำลังมุ่งสู่ยุค ‘Mini-Editors’ หุ้นเด่นในกลุ่ม ได้แก่ Beam Therapeutics (BEAM) ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งที่สุด และ Prime Medicine (PRME) ที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี Prime Editing
- แนวโน้มตลาด: คาดว่า TIGR จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมการรักษาแบบ In-vivo (รักษาในร่างกาย) ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นภายใน 2-3 ปีข้างหน้า
🧪 การวิเคราะห์เชิงเทคนิค (TIGR-Tas vs. CRISPR-Cas9)
เทคโนโลยีตัดต่อพันธุกรรมมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากการค้นพบ CRISPR-Cas9 ของ Jennifer Doudna และ Emmanuelle Charpentier ซึ่งถือเป็นยุค 1.0 ของวงการ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดด้านขนาดและความเสี่ยงในการตัดผิดตำแหน่ง (Off-target effects) นำไปสู่การค้นพบนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่า TIGR-Tas (Tandem Interspaced Guide RNA)
1.1 กลไกการทำงานระดับโมเลกุล
TIGR-Tas ใช้ชุดโปรตีนที่เรียกว่า TasR และ TasH ทำหน้าที่เป็นตัวตัด DNA โดยมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าระบบเดิมในหลายมิติ:
- ขนาดที่กะทัดรัด (Compact Design): โปรตีน Tas มีขนาดเพียง 1 ใน 4 ของโปรตีน Cas9 ทำให้สามารถบรรจุลงในพาหะอย่าง Adeno-associated virus (AAV) ได้ง่ายกว่า ช่วยลดความซับซ้อนและต้นทุนในการผลิตยา
- ระบบนำทางคู่ (Dual-guide Mechanism): ในขณะที่ CRISPR ใช้ Guide RNA เพียงสายเดียว TIGR ใช้ tigRNA ที่มีตัวระบุตำแหน่ง (Spacer) 2 จุด ทำงานร่วมกันเพื่อจับ DNA ทั้งสาย Sense และ Antisense การตัดจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทั้ง 2 จุดตรงกันเท่านั้น ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงต่อพันธุกรรมส่วนอื่น
- ความแม่นยำในการซ่อมแซม: TIGR สร้างการตัดที่มีปลายเหลื่อม (8-nucleotide 3’ overhangs) ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อกระบวนการซ่อมแซมแบบ Homology-Directed Repair (HDR) ทำให้การสอดแทรกยีนใหม่ทำได้แม่นยำกว่าการตัดแบบปลายทู่ (Blunt end) ของ Cas9
💰 ส่วนที่ 2: บทวิเคราะห์ฐานะการเงินและโอกาสการลงทุน
จากการประเมินสถานะทางการเงินประจำไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 บริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีตัดต่อพันธุกรรมที่มีความเชื่อมโยงกับระบบการทำงานของ Feng Zhang (ผู้ค้นพบ TIGR) มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:
2.1 Beam Therapeutics (NASDAQ: BEAM)
- จุดเด่น: ผู้นำด้าน Base Editing (การเปลี่ยนรหัสพันธุกรรมรายตัวอักษร)
- สถานะการเงิน: มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดสูงถึง 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ระยะเวลาการดำเนินงาน (Cash Runway): ครอบคลุมถึงปี 2571
- วิเคราะห์: BEAM มีฐานะการเงินที่มั่นคงที่สุดในกลุ่ม มีศักยภาพสูงในการซื้อลิขสิทธิ์เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น TIGR มาบูรณาการกับ Platform เดิมของบริษัท
2.2 Prime Medicine (NASDAQ: PRME)
- จุดเด่น: นวัตกรรม Prime Editing หรือ ‘เครื่องพิมพ์ดีดทางพันธุกรรม’
- สถานะการเงิน: มีเงินสดคงเหลือประมาณ 213 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ระยะเวลาการดำเนินงาน (Cash Runway): ครอบคลุมถึงปี 2570
- วิเคราะห์: แม้จะเป็นบริษัทในระยะเริ่มต้น แต่มีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุด การค้นพบ TIGR ช่วยตอกย้ำทิศทางของตลาดที่มุ่งเน้นความแม่นยำและการนำส่งที่ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับที่ PRME กำลังพัฒนา
2.3 Editas Medicine (NASDAQ: EDIT)
- จุดเด่น: ผู้ถือครองสิทธิบัตรรากฐานของ CRISPR
- สถานะการเงิน: มีเงินสดคงเหลือประมาณ 165 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ระยะเวลาการดำเนินงาน (Cash Runway): ครอบคลุมถึงไตรมาสที่ 3 ของปี 2570
- วิเคราะห์: มีขนาดมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ที่ค่อนข้างต่ำ (~240 ล้านดอลลาร์) มีโอกาสเป็นเป้าหมายในการถูกซื้อกิจการ (M&A) โดยบริษัทยาข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ต้องการทางลัดเข้าสู่เทคโนโลยี Gene Editing
📈 ส่วนที่ 3: บทสรุปและมุมมองในอนาคต
การเปลี่ยนผ่านจากยุค CRISPR 1.0 สู่ยุคของ Mini-Editors อย่าง TIGR-Tas เป็นสัญญาณชัดเจนว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพกำลังก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมๆ ด้านวิศวกรรมการนำส่งยา สำหรับผู้ลงทุน การกระจายความเสี่ยงในกลุ่มบริษัทที่มีเงินสดคงเหลือสูงและมี Platform ที่ยืดหยุ่นถือเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสม ท่ามกลางภาวะตลาดที่ยังมีความผันผวนสูงจากการทดลองทางคลินิก
จักรยานพับได้ Montague Crosstown ขนาด 19″, 7 Speed, ยาง 700c [สินค้ามือสอง]

Montague Crosstown ขนาด 19″ จักรยานพับได้ แบบ full size สามารถพับใส่ท้ายรถ compact ได้ (เช่น มาสด้า 2)
ซื้อมาตั้งแต่ปี 2014 ได้ใช้งานไม่ถึง 10 ครั้ง
ประกาศขายราคา 29,900 บาท ติดต่อได้ที่ line @ake117
สะดวกนัดเจอตัวและรับของในกทมและปริมณฑล เพราะต้องสอนการใช้งานเบื้องต้น
ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการปั่นเพื่อออกกำลังกาย ปั่นพักผ่อนหย่อนใจ ปั่นชิลๆ ปั่นไปทำงาน หรือใช้เดินทางสัญจรในเมือง
จุดเด่นคือการใช้งานที่ง่ายดาย มาพร้อมชุดเกียร์ 7 สปีด ให้คุณลุยได้ทุกเส้นทาง ยางหน้ากว้าง 35 มม. และเบาะนั่งที่นุ่มสบายเป็นพิเศษ ที่สำคัญคือการออกแบบท่านั่งขับขี่แบบหลังตรง (Upright riding position) ซึ่งช่วยลดความเมื่อยล้าบริเวณหลังและข้อมือ ทำให้คุณปั่นได้สนุกและยาวนานขึ้น เพียงแค่ “พับ แล้วไปได้เลย”
ความสะดวกสบายที่ลงตัวรอคุณอยู่!





ของแถม
• ถุงใส่จักรยาน เพื่อช่วยสะดวกในการเคลื่อนย้าย และจัดเก็บ
• บันไดจักรยานโลหะแบบถอดได้ เพื่อให้สะดวกในการพับเก็บแล้วไม่กินพื้นที่
• กระดิ่ง
• ขาตั้ง
Note: หมวกและที่ใส่กระบอกน้ำ ไม่ได้แถมครับ

Specifications
• Frame Sizes: 19″ (48 cm)
• For Rider: 160-178 cm (เหมาะกับคนตัวสูง 160-178 ซม)
• Standover height: 71 cm (ยืนคร่อมจักยาน เป้าควรสูงกว่า 71 ซม)
• Speeds: 7
• Wheel Size: 700c
• Folded Size: 36″ x 28″ x 12″
• Approx Weight: 12.5Kg (เวลาเอาใส่หรือเอาออกจากรถต้องออกแรงยกมากหน่อย)




*************** มีรอยถลอกที่เบาะด้านซ้ายและโครงเบาะด้านซ้าย เนื่องจากเคยล้ม 1 ครั้ง ***************

เนื่องจากจักรยานซื้อมา 10 กว่าปียังไม่เคยเปลี่ยนยาง จึงแนะนำให้เปลี่ยนยางจักรยานใหม่ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง
โซ่ก็เช่นกันเนื่องจากไม่ได้ใช้งานเลยหลายปี อาจต้องทำความสะอาดใส่น้ำมันโซ่ใหม่ครับ
คาดการณ์: Ethereum Layer 2 (L2) ส่วนใหญ่อาจ “ไปไม่รอด” ในปี 2026
21Shares คาดการณ์: Ethereum Layer 2 (L2) ส่วนใหญ่อาจ “ไปไม่รอด” ในปี 2026
รายงานล่าสุดจาก 21Shares บริษัทด้านการลงทุนคริปโทเคอร์เรนซีชั้นนำ เปิดเผยตัวเลขที่น่ากังวลสำหรับวงการ Ethereum Layer 2 โดยระบุว่าเครือข่าย L2 ส่วนใหญ่มีความเสี่ยงที่จะล่มสลายภายในปี 2026 เนื่องจากกิจกรรมของผู้ใช้งานกระจุกตัวอยู่แค่ในเครือข่ายยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่ราย
ประเด็นสำคัญ: การล่มสลายของรายย่อยและการครองตลาดของ “Big 3”
ตลาดกระจุกตัว: ปัจจุบันมี L2 มากกว่า 50 เครือข่ายที่แข่งขันกัน แต่ในช่วงปลายปี 2025 ส่วนแบ่งการตลาดกลับเทไปที่ 3 ผู้เล่นหลัก ได้แก่ Base, Arbitrum และ Optimism ซึ่งรองรับธุรกรรมรวมกันเกือบ 90% ของทั้งหมด โดย Base เพียงเจ้าเดียวครองส่วนแบ่งไปแล้วกว่า 60%
กำเนิด “Zombie Chains”: เครือข่ายขนาดเล็กกำลังกลายเป็น “เครือข่ายซอมบี้” (Zombie Chains) หรือเครือข่ายที่ไร้การเคลื่อนไหว ยอดการใช้งานลดลงถึง 61% นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน สภาพคล่องเหือดแห้ง และแทบไม่มีผู้ใช้งาน
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง: หลายโปรเจกต์เริ่มล้มหายตายจาก เช่น Kinto ที่ปิดตัวลง, Loopring ปิดบริการ Wallet, และ Blast ที่มูลค่าสินทรัพย์รวม (TVL) หายไปถึง 97% แม้แต่โปรโตคอล DeFi ใหญ่ๆ อย่าง Aave และ Synthetix ก็เริ่มลดการใช้งานบน L2 รายย่อย เนื่องจากผลตอบแทนต่ำและขาดสภาพคล่อง

สงครามราคาและความอยู่รอดทางธุรกิจ
การอัปเกรด Dencun ของ Ethereum แม้จะช่วยลดค่าธรรมเนียมได้ถึง 90% แต่กลับกลายเป็นดาบสองคมที่ก่อให้เกิด “สงครามค่าธรรมเนียม” (Fee wars) อย่างรุนแรง ส่งผลให้ Rollup ส่วนใหญ่ขาดทุน
- ผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว: ในปี 2025 มีเพียง Base เท่านั้นที่สามารถทำกำไรได้ (ประมาณ 55 ล้านดอลลาร์)
- ทิศทางในอนาคต: 21Shares มองว่าภายในสิ้นปี 2026 ระบบนิเวศ L2 จะเหลือผู้รอดชีวิตที่แข็งแกร่งเพียงไม่กี่กลุ่ม ได้แก่:
- กลุ่มที่ยึดโยงกับ ETH (ETH-aligned): เช่น Linea ที่เน้นความยั่งยืนระยะยาว
- กลุ่มประสิทธิภาพสูง (High-performance): เช่น MegaETH ที่เน้นความเร็วระดับเรียลไทม์
- กลุ่มที่มี Exchange หนุนหลัง (Exchange-backed): เช่น Base (Coinbase), BNB Chain (Binance) รวมถึงผู้เล่นใหม่อย่าง Mantle (Bybit) และ Ink (Kraken) ที่สามารถดึงฐานลูกค้ามหาศาลจากแพลตฟอร์มเทรดมาสู่ On-chain ได้โดยตรง
เทรนด์การเงินดิจิทัลปี 2026: Stablecoins, ETPs และ AI
นอกเหนือจากเรื่อง L2 แล้ว 21Shares ยังคาดการณ์ถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอื่นๆ ในปี 2026 ดังนี้:
- Stablecoins: มูลค่าหมุนเวียนคาดว่าจะแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ (1 Trillion) จากการใช้งานในการชำระเงินและการโอนเงินระหว่างประเทศ
- Crypto ETPs: กองทุน ETP คริปโทฯ ทั่วโลกจะมีมูลค่าสินทรัพย์ทะลุ 4 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเทียบชั้นได้กับกองทุนดัชนีหุ้นหลักๆ
- DeFi ฟื้นคืนชีพ: มูลค่า TVL ของ DeFi คาดว่าจะพุ่งเกิน 3 แสนล้านดอลลาร์ โดยได้รับแรงหนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง และการนำสินทรัพย์ของบริษัทต่างๆ มาลงทุนในโลก On-chain
- Prediction Markets: ตลาดการคาดการณ์เหตุการณ์ (เช่น การเมือง เศรษฐกิจ) จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยอาจมีปริมาณการซื้อขายสูงถึง 1 แสนล้านดอลลาร์ ต่อปี
สรุป: ยุคของการสร้าง L2 จำนวนมากอาจจบลงแล้ว ตลาดกำลังคัดกรองผู้ชนะที่แท้จริงซึ่งมีเพียงไม่กี่ราย ในขณะที่ภาพรวมของคริปโทฯ จะขยายตัวไปสู่การใช้งานระดับสถาบันและการเงินกระแสหลักมากขึ้นในปี 2026
You must be logged in to post a comment.